มี.ค. 03 2009

เฉื่อย หลังเขา

ฮา ฮ่า ฮ่า

โพสต์เมื่อ 20:33 น. ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป

แรกเริ่มเดิมทีกะว่าจะเขียนเรื่องโรแมนติกหวานซึ้งให้เข้ากับบรรยากาศเดือนแห่งความรักซักหน่อย แต่เฉื่อยก็คือเฉื่อย กว่าจะขยับจับคีย์บอร์ดคลิกเมาส์ได้ เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่คิมหันตฤดูเสียแล้ว เลยขอเปลี่ยนแนวมาเล่าเรื่องขำขันคลายร้อนกันดีกว่า
หมายเหตุ
เรื่องทั้งหลายทั้งปวงที่จะเล่าต่อไปนี้เกิดจากจินตนาการและจดจำคำเล่าต่อๆ กันมา หากชื่อบุคคล เหตุการณ์ สถานที่ ไปพ้องกับใครเข้า เฉื่อยจะไม่ขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียวอย่างเด็ดขาด!

Bookmark and Share

มี 12 ความเห็น




มี 12 ความเห็น เกี่ยวกับ “ฮา ฮ่า ฮ่า”

  1.   เฉื่อย หลังเขาเมื่อวันที่ 03 มี.ค. 2009 เวลา 20:59 น. 1

    เรื่องที่หนึ่ง: เจ็บตา

    สายๆ ของวันเสาร์ในร้านส้มตำ หนุ่มน้อยสามคนนั่งกินส้มตำ-ไก่ย่าง หน้าตาแดงก่ำ ส่วนหนึ่งเกิดจากจำนวนเม็ดพริกเท่าอายุที่โหมใส่เข้าไป และอีกส่วนเกิดจากพิษเหล้าในงานฉลองคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

    เป้: โฮ้ย… เมื่อคืนเมาหนักไปหน่อยว่ะ ตื่นขึ้นมาปวดหัวตุบๆ ไปชงกาแฟกินดันลืมใส่แว่นอีก คราวนี้เจ็บตาเลยตู

    โต้ง: เฮ้ยมันเกี่ยวกันด้วยเหรอวะ

    เป้: เกี่ยวสิ… ตูลืมเอาช้อนคนกาแฟออก

    :)

  2.   เฉื่อย หลังเขาเมื่อวันที่ 03 มี.ค. 2009 เวลา 21:56 น. 2

    เรื่องที่สอง: รีบส่งด่วน

    เพราะฉลองปิดแค้มป์ที่หาดวนกรหนักไปหน่อย แถมตอนนั่งรถกลับยังซดเบียร์มาตลอดทาง เมื่อถึงโคราช เพื่อนๆ พากันลงจากรถไปซื้อของใช้ก่อนเดินทางต่อไปวังน้ำเขียวกันแล้ว แต่หนุ่มแต้วหมดแรง หลับอยู่บนรถ

    โจ: “แต้วมึงกินข้าวมั๊ย”
    แต้ว: “ตูไม่หิว ตูอยากนอน”

    โจ: (หายไปสักพัก ก่อนจะกลับมาพร้อมถุงแฟนต้าน้ำแดง) “เอ้า! งั้นมึงกินน้ำหวานหน่อย ตื่นมาจะได้มีแรง”

    เมื่อรถเคลื่อนออกจากเมืองโคราช มุ่งหน้าสู่แค้มป์วังน้ำเขียวได้ไม่นาน จะเป็นเพราะเส้นทางที่คดเคี้ยว หรือเพราะแรงดันแก๊สในกระเพาะอาหารก็ไม่ทราบได้

    แต่แต้วรู้ตัวเองดีเลยสะกิดขอแลกที่นั่งกับเพื่อนที่อยู่ข้างหน้าต่าง นั่งรับลมชมวิวได้ไม่นานก็โผล่หัวออกนอกหน้าต่าง โก่งคอ… น้ำสีแดงพุ่งเป็นสายสวยงาม เนื่องจากในกระเพาะไม่มีอาหารอย่างอื่นเลยนอกจากน้ำ พวกที่นั่งเบาะหลังถัดไปร้องโวยวายเสียงดังลั่น

    เพื่อนๆเบาะหลัง: “เฮ้ย! ไอ้แต้วอ๊วกเป็นเลือดเว้ยยย เอามันไปส่งโรงบาลก๊อนนน…”

    :D

  3.   เฉื่อย หลังเขาเมื่อวันที่ 03 มี.ค. 2009 เวลา 22:02 น. 3

    วันนี้ฮากันแค่นี้พอก่อนนะครับ พี่น้องครับ :)

  4.   ปุ้ยเมื่อวันที่ 05 มี.ค. 2009 เวลา 8:34 น. 4

    นี่มันชีวิตจริงของใคร รับสารภาพมาเห๊อะ

  5.   เฉื่อย หลังเขาเมื่อวันที่ 05 มี.ค. 2009 เวลา 23:11 น. 5

    ชีวิตจริงใครบางคนฮายิ่งกว่านี้อีกนะครับ แต่โดยจรรยาบรรณแล้วเล่าไม่ได้ เดี๋ยวคนต้นเรื่องมันมาไล่เตะกระผมแก้เขินครับ…

  6.   tongเมื่อวันที่ 08 มี.ค. 2009 เวลา 10:16 น. 6

    ท่านเฉื่อย น้องแต้วไม่ได้หูเกี่ยวหูหรืองัย ทำไมมันถึงเป็นสายได้ คราวหน้าบอกให้หูเกี่ยวหูคอยไว้เลย

  7.   tongเมื่อวันที่ 08 มี.ค. 2009 เวลา 11:15 น. 7

    มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ในอดีตที่ผ่านมาหนุ่มน้อยหลายๆคนเดินตามความฝันของบุญชู มุ่งหน้าสู่รั่วนนทรี ก็มีกระทาชายหนุ่มหลายคนถูกจัดมาอยู่ที่หอฯแห่งหนึ่งที่มีตัวเลขลัคกี้นัมเบอร์ ด้วยความที่เพิ่งเข้าสู่เมื่องกรุงกัน ก็เลยรวมผลนัดแนะกันไปกินข้าว แล้วนัดประลองฝีมือส่งลูกลงหลุมทั้ง6 กัน จับพลัดจับผลูได้โต๊ะที่อยู่ชั้นสอง(เมื่อก่อนทุกคนยังไม่ติดยศจ่าหรือนายร้อยกัน)ฝีมือทุกคนล้วนสูสีกันมากหนึ่งเกมส์ใช้เวลาเกือบหมดชั่งโมง สักพักก็ได้ยินเสียงลูกสนุ๊ก ดัง ตุ้้้้้้้้้้้้บ ตุ้บ ลงบันได พร้อมกับเสียงอันภาคภูมิใจ”เป็นงัย ฝีมือการแก้สนุ๊กสองชั้นของกู”

  8.   เฉื่อย หลังเขาเมื่อวันที่ 09 มี.ค. 2009 เวลา 21:58 น. 8

    ต.โต้งครับ

    1. จริงๆ เรื่อง หูเกี่ยวหู นี่ ต้องถามเป็นปัญหาอะไรเอ่ยนะครับ ข้อแรกถามว่า “อะไรเอ่ย ขาไปสี่ตา ขามาสี่หู”
    และข้อสองถามว่า “อะไรเอ่ย ขาไปสี่ตา ขามาสี่หู เอาหูเกี่ยวหู”

    ..เพื่อนๆ ช่วยกันคิดเร้ว…

    2. เรื่องตกๆ หล่นๆ นี่ เฉลยไปเลยว่าเป็นกระพ้มเอง แต่ขอแก้ข่าวหน่อยนึงว่า ฝีมือไม่ได้สูสีเลย เนื่องจากกระผมเพิ่งจับไม้คิวเป็นครั้งแรก และก็เป็นครั้งสุดท้ายในคราวเดียวกันที่กระผมจะเล่นสนุ้กเกอร์ เหตุผลน่ะหรือ…
    อายมากที่วิ่งไล่ตะครุบลูกขาวตั้งแต่ชั้นสอง จนมาถึงชั้นล่าง (บันไดทางขึ้น) ก่อนถึงชั้นหนึ่งอีก บรรดาเซียนแต่ละโต๊ะ แต่ละชั้น ต่างชะงักไม้คิว หันมามองเป็นตาเดียวกัน “ไอ้บ้านั่นทำอะไรของมันวะ” สายตาเซียนมันบอกอย่างนี้…

    แหม เล่าแล้วก็เขินจริงๆ… ;)

  9.   เฉื่อย หลังเขาเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2009 เวลา 11:50 น. 9

    ฮาเรื่องสุดท้ายแล้วนะครับ

    …วันนั้นพวกเราไปกินข้าวเช้าที่บาร์ใหม่ ผมสั่งข้าวราดแกงกับไข่พะโล้ แล้วก็พากันหาที่นั่งเหมาะๆ (ที่เหมาะๆ ของพวกเราคือใกล้กลุ่มสาวๆ วิดยา) เริ่มต้น กระผมเอาช้อนจิ้มไข่พะโล้ ปรากฏว่าไข่ขาวทั้งแข็งและเหนียวเหมือนยาง แถมเด้งได้อีกต่างหาก คงจำกันได้ว่าที่บาร์ใหม่ใช้ช้อน-ส้อมอลูมิเนียม ซึ่งปลายส้อมอ่อนๆ แทบไม่มีประโยชน์อันใดเลย พอออกแรงกดช้อนเพิ่มอีกไข่ก็หมุนครึ่งรอบก่อนจะกลิ้งออกจากจานแบนๆ หล่นจากโต๊ะเด้งดึ๋งๆ ไปทางโต๊ะสาวๆ งานนี้นอกจากจะอายแล้วยังอดอีกต่างหาก และผมก็เลิกสั่งไข่พะโล้ไปเลยจนกระทั่งถึงทุกวันนี้…

  10.   ปุ้ยเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2009 เวลา 11:02 น. 10

    อิอิอิ

  11.   Pick 55เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2009 เวลา 14:56 น. 11

    เหอ เหอ เหมือนเคยอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้เลยน่ะ

  12.   เฉื่อย หลังเขาเมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2009 เวลา 19:08 น. 12

    แหม… ผ่านไปตั้งนานไม่มีใครคิดออกเลยรึ? งั้นเฉลยให้ก็ได้…
    1. ขาไปสี่ตา ขามาสี่หู ตอบว่า คนใส่แว่นไปซื้อก๋วยเตี๋ยว แม่ค้าเอาใส่รวมในถุงหูหิ้วให้ 1 ถุง
    2. ขาไปสี่ตา ขามาสี่หู เอาหูเกี่ยวหู ตอบว่า คนใส่แว่นไปเที่ยวผับ ขากลับ มาววว… เจ้าของคนรักรถ เลยแจกถุงหูหิ้ว ให้เกี่ยวหูไว้ (กันไว้ก่อน ค่าล้าง+ซักพรมในรถ มันแพง หลายตังค์อยู่… 555 )

Trackback URI | Comments RSS

ฝากความเห็นตอบกลับ

Powered by WP Hashcash