มี.ค. 03 2009
ฮา ฮ่า ฮ่า
แรกเริ่มเดิมทีกะว่าจะเขียนเรื่องโรแมนติกหวานซึ้งให้เข้ากับบรรยากาศเดือนแห่งความรักซักหน่อย แต่เฉื่อยก็คือเฉื่อย กว่าจะขยับจับคีย์บอร์ดคลิกเมาส์ได้ เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่คิมหันตฤดูเสียแล้ว เลยขอเปลี่ยนแนวมาเล่าเรื่องขำขันคลายร้อนกันดีกว่า
หมายเหตุ
เรื่องทั้งหลายทั้งปวงที่จะเล่าต่อไปนี้เกิดจากจินตนาการและจดจำคำเล่าต่อๆ กันมา หากชื่อบุคคล เหตุการณ์ สถานที่ ไปพ้องกับใครเข้า เฉื่อยจะไม่ขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียวอย่างเด็ดขาด!
มี 12 ความเห็น
เรื่องที่หนึ่ง: เจ็บตา
สายๆ ของวันเสาร์ในร้านส้มตำ หนุ่มน้อยสามคนนั่งกินส้มตำ-ไก่ย่าง หน้าตาแดงก่ำ ส่วนหนึ่งเกิดจากจำนวนเม็ดพริกเท่าอายุที่โหมใส่เข้าไป และอีกส่วนเกิดจากพิษเหล้าในงานฉลองคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา
เป้: โฮ้ย… เมื่อคืนเมาหนักไปหน่อยว่ะ ตื่นขึ้นมาปวดหัวตุบๆ ไปชงกาแฟกินดันลืมใส่แว่นอีก คราวนี้เจ็บตาเลยตู
โต้ง: เฮ้ยมันเกี่ยวกันด้วยเหรอวะ
เป้: เกี่ยวสิ… ตูลืมเอาช้อนคนกาแฟออก
เรื่องที่สอง: รีบส่งด่วน
เพราะฉลองปิดแค้มป์ที่หาดวนกรหนักไปหน่อย แถมตอนนั่งรถกลับยังซดเบียร์มาตลอดทาง เมื่อถึงโคราช เพื่อนๆ พากันลงจากรถไปซื้อของใช้ก่อนเดินทางต่อไปวังน้ำเขียวกันแล้ว แต่หนุ่มแต้วหมดแรง หลับอยู่บนรถ
โจ: “แต้วมึงกินข้าวมั๊ย”
แต้ว: “ตูไม่หิว ตูอยากนอน”
โจ: (หายไปสักพัก ก่อนจะกลับมาพร้อมถุงแฟนต้าน้ำแดง) “เอ้า! งั้นมึงกินน้ำหวานหน่อย ตื่นมาจะได้มีแรง”
เมื่อรถเคลื่อนออกจากเมืองโคราช มุ่งหน้าสู่แค้มป์วังน้ำเขียวได้ไม่นาน จะเป็นเพราะเส้นทางที่คดเคี้ยว หรือเพราะแรงดันแก๊สในกระเพาะอาหารก็ไม่ทราบได้
แต่แต้วรู้ตัวเองดีเลยสะกิดขอแลกที่นั่งกับเพื่อนที่อยู่ข้างหน้าต่าง นั่งรับลมชมวิวได้ไม่นานก็โผล่หัวออกนอกหน้าต่าง โก่งคอ… น้ำสีแดงพุ่งเป็นสายสวยงาม เนื่องจากในกระเพาะไม่มีอาหารอย่างอื่นเลยนอกจากน้ำ พวกที่นั่งเบาะหลังถัดไปร้องโวยวายเสียงดังลั่น
เพื่อนๆเบาะหลัง: “เฮ้ย! ไอ้แต้วอ๊วกเป็นเลือดเว้ยยย เอามันไปส่งโรงบาลก๊อนนน…”
วันนี้ฮากันแค่นี้พอก่อนนะครับ พี่น้องครับ
นี่มันชีวิตจริงของใคร รับสารภาพมาเห๊อะ
ชีวิตจริงใครบางคนฮายิ่งกว่านี้อีกนะครับ แต่โดยจรรยาบรรณแล้วเล่าไม่ได้ เดี๋ยวคนต้นเรื่องมันมาไล่เตะกระผมแก้เขินครับ…
ท่านเฉื่อย น้องแต้วไม่ได้หูเกี่ยวหูหรืองัย ทำไมมันถึงเป็นสายได้ คราวหน้าบอกให้หูเกี่ยวหูคอยไว้เลย
มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ในอดีตที่ผ่านมาหนุ่มน้อยหลายๆคนเดินตามความฝันของบุญชู มุ่งหน้าสู่รั่วนนทรี ก็มีกระทาชายหนุ่มหลายคนถูกจัดมาอยู่ที่หอฯแห่งหนึ่งที่มีตัวเลขลัคกี้นัมเบอร์ ด้วยความที่เพิ่งเข้าสู่เมื่องกรุงกัน ก็เลยรวมผลนัดแนะกันไปกินข้าว แล้วนัดประลองฝีมือส่งลูกลงหลุมทั้ง6 กัน จับพลัดจับผลูได้โต๊ะที่อยู่ชั้นสอง(เมื่อก่อนทุกคนยังไม่ติดยศจ่าหรือนายร้อยกัน)ฝีมือทุกคนล้วนสูสีกันมากหนึ่งเกมส์ใช้เวลาเกือบหมดชั่งโมง สักพักก็ได้ยินเสียงลูกสนุ๊ก ดัง ตุ้้้้้้้้้้้้บ ตุ้บ ลงบันได พร้อมกับเสียงอันภาคภูมิใจ”เป็นงัย ฝีมือการแก้สนุ๊กสองชั้นของกู”
ต.โต้งครับ
1. จริงๆ เรื่อง หูเกี่ยวหู นี่ ต้องถามเป็นปัญหาอะไรเอ่ยนะครับ ข้อแรกถามว่า “อะไรเอ่ย ขาไปสี่ตา ขามาสี่หู”
และข้อสองถามว่า “อะไรเอ่ย ขาไปสี่ตา ขามาสี่หู เอาหูเกี่ยวหู”
..เพื่อนๆ ช่วยกันคิดเร้ว…
2. เรื่องตกๆ หล่นๆ นี่ เฉลยไปเลยว่าเป็นกระพ้มเอง แต่ขอแก้ข่าวหน่อยนึงว่า ฝีมือไม่ได้สูสีเลย เนื่องจากกระผมเพิ่งจับไม้คิวเป็นครั้งแรก และก็เป็นครั้งสุดท้ายในคราวเดียวกันที่กระผมจะเล่นสนุ้กเกอร์ เหตุผลน่ะหรือ…
อายมากที่วิ่งไล่ตะครุบลูกขาวตั้งแต่ชั้นสอง จนมาถึงชั้นล่าง (บันไดทางขึ้น) ก่อนถึงชั้นหนึ่งอีก บรรดาเซียนแต่ละโต๊ะ แต่ละชั้น ต่างชะงักไม้คิว หันมามองเป็นตาเดียวกัน “ไอ้บ้านั่นทำอะไรของมันวะ” สายตาเซียนมันบอกอย่างนี้…
แหม เล่าแล้วก็เขินจริงๆ…
ฮาเรื่องสุดท้ายแล้วนะครับ
…วันนั้นพวกเราไปกินข้าวเช้าที่บาร์ใหม่ ผมสั่งข้าวราดแกงกับไข่พะโล้ แล้วก็พากันหาที่นั่งเหมาะๆ (ที่เหมาะๆ ของพวกเราคือใกล้กลุ่มสาวๆ วิดยา) เริ่มต้น กระผมเอาช้อนจิ้มไข่พะโล้ ปรากฏว่าไข่ขาวทั้งแข็งและเหนียวเหมือนยาง แถมเด้งได้อีกต่างหาก คงจำกันได้ว่าที่บาร์ใหม่ใช้ช้อน-ส้อมอลูมิเนียม ซึ่งปลายส้อมอ่อนๆ แทบไม่มีประโยชน์อันใดเลย พอออกแรงกดช้อนเพิ่มอีกไข่ก็หมุนครึ่งรอบก่อนจะกลิ้งออกจากจานแบนๆ หล่นจากโต๊ะเด้งดึ๋งๆ ไปทางโต๊ะสาวๆ งานนี้นอกจากจะอายแล้วยังอดอีกต่างหาก และผมก็เลิกสั่งไข่พะโล้ไปเลยจนกระทั่งถึงทุกวันนี้…
อิอิอิ
เหอ เหอ เหมือนเคยอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้เลยน่ะ
แหม… ผ่านไปตั้งนานไม่มีใครคิดออกเลยรึ? งั้นเฉลยให้ก็ได้…
1. ขาไปสี่ตา ขามาสี่หู ตอบว่า คนใส่แว่นไปซื้อก๋วยเตี๋ยว แม่ค้าเอาใส่รวมในถุงหูหิ้วให้ 1 ถุง
2. ขาไปสี่ตา ขามาสี่หู เอาหูเกี่ยวหู ตอบว่า คนใส่แว่นไปเที่ยวผับ ขากลับ มาววว… เจ้าของคนรักรถ เลยแจกถุงหูหิ้ว ให้เกี่ยวหูไว้ (กันไว้ก่อน ค่าล้าง+ซักพรมในรถ มันแพง หลายตังค์อยู่… 555 )